ความเข้าใจผิด เรื่องทานผลไม้ของผู้ป่วยโรคไต

ความเข้าใจผิด เรื่องทานผลไม้ของผู้ป่วยโรคไต
ตามปกติจะเห็นได้ว่าผู้ป่วยโรคไตกินผักผลไม้แล้วส่วนมากอาการแย่ สาเหตุเพราะไม่ทราบผลไม้ฤทธิ์ร้อนหรือฤทธิ์เย็น ผู้ป่วยจึงถูกห้ามไม่ให้กินผลไม้เลยเพราะมีโปรตัสเซียม (Potassium) สูง

ร่างกายต้องการโปรตัสเซียมไปช่วยในกระบวนการโซเดียมโปรตัสเซียมปั้มในการส่งกระแสประสาท และการหดตัวของกล้ามเนื้อ โดยทำงานร่วมกับแคลเซียมและโซเดียมมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และทำหน้าที่ในการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรต โดยช่วยในการเปลี่ยนกลูโคสให้ เป็นไกลโคเจน เพื่อสะสมคาร์โบไฮเดรตไว้ที่เซลล์
รวมทั้งเซลล์อื่นๆ ก็ต้องการโปรตัสเซียม ร่างกายที่ร้อน ต้องการโปรตัสเซียมเย็น เมื่อใส่เข้าร่างกาย ทางโปรตัสเซียมเย็นจะขับโปรตัสเซียมร้อน ออกไปเอง

ซึ่งสภาวะ 2 อย่าง ผู้ป่วยโรคไตต้องระวัง
1. บางครั้งมีภาวะ แบบร้อนอย่างเดียว ให้แก้ด้วยการ ใส่เย็นอย่างเดียวเข้าไปไตก็จะฟื้น
2. บางคนมีภาวะร้อน – หนาว ผสมกัน ต้องใช้ ร้อนเย็นปรับกินพร้อมกัน

ผลไม้ที่จัดอยู่ในกลุ่มผลไม้ที่มีปริมาณโพแทสเซียมต่ำ ซึ่งถือว่าปลอดภัยต่อผู้ป่วยโรคไตที่ควรจำกัดปริมาณโพแทสเซียม โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง หรือผู้ป่วยโรคไตในระยะท้าย ๆ ได้แก่

มังคุด : วันละไม่เกิน 3 ผล
พุทรา : วันละไม่เกิน 2 ผล(ใหญ่)
ลองกอง : วันละ 6 ผล

แก้วมังกร : วันละไม่เกิน 10 ชิ้น (ชิ้นพอดีคำ)
เงาะ : วันละไม่เกิน 4 ผล
สาลี่ : วันละไม่เกิน 1 ผล

ชมพู่ : วันละไม่เกิน 2 ผล
องุ่น(เขียว) : วันละไม่เกิน 10 ผล
สัปปะรด : วันละไม่เกิน 8 ชิ้น (ชิ้นที่พอดีคำ)

แคนตาลูป : วันละไม่เกิน 10 ชิ้น (ชิ้นที่พอดีคำ)
แอปเปิ้ล : วันละไม่เกินครึ่งผล
มะม่วงดิบ : วันละไม่เกิน 1 ผล

อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงกว่า 5.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ควรงดผลไม้ทุกชนิดชั่วคราว นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคไตควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการดูแลสุขภาพโดยรวม เนื่องจากในผู้ป่วยโรคไตแต่ละรายอาจมีปัจจัยความเสี่ยงอื่น ๆ ที่ควรต้องคำนึงถึง